AT-SA-JAN! สำรวจเทศกาลพิมายฬองวีค ภาคมรสุมฝัน
การทำงานศิลปะไม่อาจรอจนถึงวันที่ใครหรืออะไรผ่านมาพบด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง สมาชิกในกลุ่มอัดสะจัน! มองว่าการทำงานศิลปะต้องเริ่มจากตัวเองแต่การทำงานศิลปะไม่จำเป็นต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวและในเมื่อคนที่มีความสนใจร่วมกันสามารถร่วมขับเคลื่อนแรงฝันและความหวังไปพร้อมกับใครอีกหลายคนได้
พิมายฬองวีค จึงเป็นเทศกาลจัดวางศิลปะที่ศิลปินเป็นทั้งคนจัดแสดงงานและศิลปินในคนเดียวกัน คอลเลคทีฟอัดสะจันเลือกที่จะแสดงตัวตนของพวกเขาผ่านพื้นที่จัดแสดงผลงานซึ่งเป็นสถานที่ต่าง ๆ ในชุมชมอำเภอพิมาย ผ่านการทำศิลปินแบบ site-specific กลุ่มศิลปินในงานพิมายฬองวีคมองว่ามันคือการแลกเปลี่ยนและพึ่งพาซึ่งกันและกัน และสร้างพื้นที่ทดลองไปด้วยกกัน

“เราหวังลึกๆว่าจะมีพื้นที่ที่ได้ยินเสียงของพวกเรา และถ้ามันยังไม่เกิดขึ้นจริง เราก็จะเริ่มจากการฟังเสียงของพวกเราเอง”
“ถ้าอยากทำงานศิลปะต้องเริ่มจากตัวเอง จะรอจากคนอื่นไม่ได้” เอิน—มนธิการ์ คำออน เปรยถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้พวกเขาจุดประกายเทศกาลพิมายฬองวีคขึ้นมา
เอิน: “การที่ทุกคนมีความสนใจเรื่องเดียวกันแล้วนำเสนอออกมาผ่านหนังทำให้แนวคิด ภาพเคลื่อนไหว สุนทรีย์ของภาพคล้ายกัน ซึ่งความคล้ายตรงนี้สะท้อนความร่วมสมัยใหม่ จุดเริ่มต้นครั้งแรกเกิดจากการพยายามสร้างการมองเห็นให้กับตัวเองโดยที่ไม่จำเป็นต้องรอทุนหรือคิวเรเตอร์เข้ามาเห็นการมีอยู่ของเราก่อน”
“การทำงานในครั้งนี้จึงอยู่ในแนวคิดที่ว่า ศิลปินจะสามารถออกจากฝันอันค้างคาแล้วไปสู่อนาคตได้อย่างไร พิมายลองวีคคือ artist run festival ทั้งคนจัดงานและศิลปินคือคนเดียวกัน เรามีศิลปินอยู่แล้ว ศิลปินเริ่มจากความสนใจของตัวเองและโยงความสนใจของศิลปินทุกคนเข้ามาในแนวทางการคิดคัดเลือกผลงานเพื่อให้มีทิศทางที่เข้าใจตรงกัน”
Micro Activism ของอัดสะจัน!
“เราเชื่อใน Micro Activism” พจน์—พชรกฤษณ์ โตอิ้ม คิวเรเตอร์ ของเทศกาลกล่าว
พจน์ : “เราเชื่อว่าเรามีคุณค่าในการทำอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะเล็กน้อยก็ตาม ส่วนใหญ่เวลาเราทำอะไรแล้วไม่เห็นผลตามมา เรามักจะรู้สึกท้อ เรารู้สึกว่าอย่างน้อย ความคาดหวังลึก ๆ ยังอยากให้ทุกคนเอนจอยอยู่
การทำงานวัฒนธรรมทำงานด้วยความรู้สึกเป็นหลัก แล้วเราว่าการทำให้รู้สึกว่ามีคุณค่าในการมีชีวิตอยู่นั้นสำคัญ ความคาดหวังของเราคืออยากให้ทุกคนรู้สึกในสิ่งนี้”
“จริง ๆ ทุกคนอยากมีเพื่อนคุยงานศิลปะ คอลเลคทีฟนี้เกิดขึ้นมาด้วยหมุดหมายนี้” อีฟ—ปิยธิดา อินตา คิวเรเตอร์ร่วม พูดเสริมจากพจน์
อีฟ : “มันเคลื่อนไปด้วยความคิดนี้เหมือนกัน และในขณะเดียวกัน ทุกคนสามารถทดลองทำอะไรก็ได้ เราไม่จำเป็นต้องทำงานหนักเพื่อได้เป็นคิวเรเตอร์
หมายถึงว่าการเป็นคิวเรเตอร์หรือการเป็นศิลปะก็ตามในไทยเป็นอาชีพที่ยากมาก ต้องใช้แรงกายแรงใจ และในขณะเดียวกัน คนเหล่านี้ต้องการเพื่อนหรือพื้นที่ทดลอง เราคิดว่าอัดสะจันคือพื้นที่ที่ใจดี (หรือเปล่า?) กับการทำงานของศิลปินและการพัฒนาการทำงานต่อไป”

พูดถึงการทำงานในพื้นที่ ทำไมทุกคนถึงมาใช้พื้นที่พิมาย ?
พจน์ : "เราพยายามจะตอบคำถามนี้อย่างจริงจังหลายครั้ง เราคิดว่าทำยังไงถึงจะไม่ท้องถิ่นนิยมเกินไปหรือทำอย่างไร จะไม่คุยกับพื้นที่เลยเพราะแต่ละฝั่งมีปัญหา อ้างอิงจากคำพูดของ ใหม่ สมาชิกของเราที่เป็นคนพิมาย ใหม่บอกว่าถ้าอยากทำอะไรให้ทำเลย เพราะสุดท้ายไอเดียที่ดูแปลกประหลาดมันสร้างช่องโหว่จริง แต่มันทำให้เราเรียนรู้ไปด้วยกันกับชุมชนด้วย"
เอิน : "พวกเรามองว่ามันคือการแลกเปลี่ยนและพึ่งพาซึ่งกันและกัน การมาทำงานศิลปะในพื้นที่ชุมชนมันเกิดขึ้นได้เพราะเกิดการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้คน การทำงานศิลปะโดยคำนึงถึงจุดนี้และพยายามสร้างระบบการทำงานศิลปะที่มอบความยั่งยืนให้กับพื้นที่ชุมชน เข้าใจว่าการทำงานในพื้นที่พิมายอาจไม่จำเป็นต้องทำงานเกี่ยวกับชุมชนโดยตรงเสมอไป แต่แน่นอนคำถามที่ว่าศิลปะเข้าไปทำในพื้นที่แล้วคนในพื้นที่ได้อะไรจากงานยังคงอยู่"
อีฟ : "อย่างปีแรกที่เรามาทำ มันคือความตั้งใจอย่างใสซื่อมาก คือเราต้องการมาช่วยเหลือด้วยกันเอง แสดงงานด้วยกันเอง และการลงเรื่องพื้นที่อาจเป็นเงื่อนไขทีหลัง แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าศิลปินต้องการทำงานกับพื้นที่เลยไหม หรือค่อยปรับ เบลนเทศกาลเข้าหาพื้นที่
ส่วนในเรื่องบริบททางชุมชนหรือสังคมที่พจน์บอก เราพยายามอุดรูเรื่องชุมชนมากขึ้น เราพยายามพัฒนาพร้อมกับคำถามว่าเราจะสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับชุมชนมากขึ้นได้อย่างไร ด้วยเงินสนับสนุนปีนี้ เราพยายามปฏิสัมพันธ์กับพื้นที่ชุมชนหรือสถานศึกษา เพื่อสร้างระบบที่พิมายจะพัฒนาด้วยตัวเองได้ โดยที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่อัดสะจัน หรือใหม่ ที่เป็นคนพิมายเพียงคนเดียว"

“ชีวิตเราวนเวียนอยู่กับตัวปราสาทจนรู้สึกว่าเป็นชีวิตปกติธรรมดาของเด็กคนหนึ่ง เราใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ ไม่ได้มีความฝันมากมาย” ใหม่—พสธร วัชรพาณิชย์ เล่า
ใหม่ : “จุดที่ทำให้เริ่มกลับมาหาความเป็นไปได้คือตอนที่เรากลับมาทำหนังที่บ้าน เราเลือกกลับมาถ่ายหนังที่บ้านเพราะตอนที่เราถ่ายที่กรุงเทพฯ เราขาดความรู้สึกต่อสถานที่ พอเราไม่มีความรู้สึกต่อพื้นที่ตรงนั้น เราเลยเริ่มรู้สึกว่าหรือเราต้องกลับมารื้อฟื้นความทรงจำในตัวเราให้กลับมา”
ใหม่ : "จริง ๆ เทศกาลเราไม่ได้ปักหลักพิมายแต่แรกหรอก เราไปดูพื้นที่อื่นเหมือนกันแต่ด้วยเรื่องเวลาและงบประมาณทำให้เกิดได้ยาก แล้วมันล่วงเวลากว่าที่พวกเราคุยกันไว้
แต่ประจวบเหมาะที่ช่วงนั้น เรานำหนังเรื่อง มันดาลา กลับมาฉายที่ปราสาทพิมาย เราเลยลองโยนให้ทุกคนไป เลยเป็นจุดเริ่มต้นให้เพื่อนเดินทางมาที่นี่เป็นครั้งแรก
และทุกคนอยากลองเรียนรู้การทำงานร่วมกันและทดลองการทำงานกับพื้นที่ จริง ๆ เราและเพื่อนหลายคนไม่ใช่ศิลปินที่มีประสบการณ์ ส่วนใหญ่พวกเราเป็นคนทำงานและศิลปินที่ต้องเริ่ม และเราคิดว่าการทำงานในเชิงพื้นที่อาศัยอะไรเยอะมากซึ่งมันคือการเรียนรู้ใหม่หมด เพราะมันคือการจัดการกับพื้นที่ที่มีหลายเจ้าของอยู่ก่อนแล้ว เป็นการทำงานอีกรูปแบบหนึ่งที่เราและเพื่อน ๆ ไม่เคยลองมาก่อน"
เมื่อเทศกาลเกิดขึ้นจริง เราก็ได้สังเกตเห็นการทำงานร่วมกับผู้คนในพิมาย ทั้งป้าที่เป็นเจ้าของบ้านหมายเลข 10 ที่ศิลปิน ชิตพล แพงเวียงจันทร์ ก็ให้เธอมาเป็นผู้ช่วยในการจัดนิทรรศการของเขาเอง เพราะความเชื่อที่ว่าอยากลดความเป็น authorship ของตัวเองและให้อำนาจกับผู้ร่วมงาน (collaborator) มาหาทิศทางร่วมกัน เหมือนการเล่นสนุกไปด้วยกัน อีกทั้ง Docents ที่นำชมนิทรรศการก็เป็นนักเรียนที่อยู่ในพิมาย หรือเทศกาล Midnight screening : พิมายฬองดูววว ที่เป็นการฉายหนังในพื้นที่ประวัติศาสตร์พิมาย และโรงเรียนพิมายวิทยาเองก็ได้ชวนให้เด็กนักเรียนในโรงเรียนเข้ามามีบทบาทในการจัดกิจกรรม อีกทั้งร้านค้าขายของคราฟท์ ร้านอาหารในชุมชนก็มีส่วนร่วมในการเปิดตลาดในเทศกาลด้วย
ทั้งหมดทั้งมวลของเทศกาลนี้จึงเกิดการสื่อสารและแลกเปลี่ยนกันระหว่างศิลปินและคนในพื้นที่
แนะนำศิลปิน (ที่เป็นทั้งผู้จัดงาน) ในเทศกาลพิมายฬองวีค
ศิลปินในคอลเลคทีฟอัดสะจันสร้างสรรค์ผลงานของแต่ละคนจากภายใต้แนวทางการดำเนินงานของภัณฑารักษ์ โดยยังคงความสนใจในศิลปะและรูปแบบการนำเสนอที่ตนเองอยากทดลองไว้
แนวคิดหลักที่ศิลปินทุกคนจะต้องคิดร่วมกันคือการให้ความหมายคำว่า ‘มรสุมฝัน’ คำนี้ศิลปินต่างตีความหลากหลายและต่างมุมมองไปตามประสบการณ์และวิธีการจัดแสดงผลงาน แต่สิ่งหนึ่งที่ศิลปินกลุ่มนี้เห็นพ้องร่วมกันคือการสร้างความหวังและความฝันไม่ให้ถูกสิ่งใดพัดหายหรือหลุดลอยไปในโลกที่สิ้นหวัง
งานศิลปะของพวกเขาจึงสะท้อนปัญหาการทำงานในแวดวงศิลปะ ที่อาจทำให้ผู้คนไร้ที่ทาง เหมือนถูกมรสุมซัดพัดรวมกันและเวียนวนอยู่ในความมืด แต่ท่ามกลางความปั่นป่วน ก็อาจทำให้เกิดปรากฏการณ์บางอย่างขึ้นมา
หลังจากเหตุการณ์ม๊อบ 2563 จบลง ความรู้สึกท่วมท้นของทุกคนที่มีทั้งความรู้สึกหมาดหวัง โกรธ เศร้า หรือรู้สึกผิด
จุดเปลี่ยนของชีวิตคนหนึ่งที่เปลี่ยนไปตลอดกาลภายในร่างกายและจิตใจที่ไม่มีวันหวนคืนกลับ สู่ร่างเก่าหลังจากเหตุการณ์ม๊อบจบลง ความทรงจำและความรู้สึกของม๊อบที่หลงเหลือไว้ในงานศิลปะที่ทุกคนทำ
“เราล้วนต่างอยู่ในฝันของใครสักคนเสมอ”
พจน์กล่าวถึงประโยคเปิดในเรื่องสั้นของ Circular ruins (1947) ของลุยส์ บอร์เกส นักเขียนวรรณกรรมโมเดิร์นนิสม์ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 พจน์ใช้กรอบความฝันในการตีความสภาวะที่เปลี่ยนไปของโลกความจริงที่พร่าเลือนไม่ต่างกับความฝัน เพราะโลกที่เราอยู่นั้นเต็มไปด้วยความขัดแย้งของสังคม การเมือง และวัฒนธรรม ฝันที่พจน์ตีความคือฝันของคนที่อยู่เคยอยู่มาก่อนหน้าในช่วงเวลาหนึ่ง และเราทุกคนดันอยู่ในฝันของพวกเขาในเวลานี้ ฝันนั้นอาจเป็นอุดมการณ์ที่พวกเขาทิ้งเอาไว้ ซึ่งสิ่งที่พวกเขาวาดฝันไว้ยังคงอยู่ในฝันของพวกเราเอง
ปรากฏการณ์ของยุคสมัยที่เกิดขึ้นทำให้งานศิลปะของใครหลายคนคล้ายคลึงจนแทบเหมือนภาพทับซ้อน ธีมมรสุมฝันของพิมายฬองวีคในปีนี้จึงชวนให้กลุ่มศิลปินลองหวนนึกถึงอดีตที่ฝังรากล่องหน และอยากตั้งคำถามต่อถึงอนาคต
คำถามที่วนเวียนอยู่ภายในตัวตนของทุกคนอย่างไม่จบสิ้นเหมือนกับการฝันค้างซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำไมการออกจากความฝันนี้ถึงใช้เวลานาน หรือ “เรากำลังอยู่ในฝันของใครหรือเปล่า?”
เก่งจัง—ชิตพล แพงเวียงจัน
หนังสนธยา (We’re not in Kansas anymore)

งานศิลปะที่กำลังจัดแสดงเกี่ยวกับอะไร
เก่งจัง: "เราทำงานโดยสนใจอารมณ์ของตัวเองและสังคมโดยรวม เลยมองว่าสังคมมีความรู้สึกอย่างไรหรือเกิดอะไรขึ้น เราเห็นความรู้สึกเปราะบาง เศร้าซึมของสังคมที่มันพุ่งขึ้นสูงมากขึ้นในหลายช่วงที่ผ่านมา เราเลยทำผ่านงานชิ้นนี้ video work เป็นหนังที่พูดถึง tiktok cinematic universe
โดยนำความรู้สึกของคนร่วมสมัยที่ภาพยนตร์กลายมาเป็นคลิปสั้น ทุกคนเสพข่าวสารรวดเร็วและรับรู้อารมณ์ที่เกิดขึ้นจากทั่วโลก เรากลายเป็นพลเมืองโลกโดยไม่รู้ตัว เรากลายเป็น emotion urgency ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นพร้อมกัน อย่างการเกิดสงคราม แม้เราไม่ได้อยู่ตรงจุดนั้น แต่เราสามารถเชื่อมโยงอารมณ์กับคนอื่นทั่วโลกได้ผ่านสื่อ หรืออย่างเหตุการณ์ไทย-กัมพูชา เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเรามีอารมณ์ร่วมกับคนในสังคม มันเลยกลายมาเป็นงานวิดีโอที่พูดถึง collective emotion ผ่าน social media หรือ tiktok"
เก่งจัง: "จริง ๆ เราสำรวจตัวเองไปเรื่อย ๆ งานเลยแตกเป็น sound installation ทำงานร่วมกับ Reverbration คอลเลคทีฟซาวด์ เราให้คีย์เวิร์ดเขาไปว่า เราสนใจ collective anxiety แล้วให้เขาตีความจากหนังของเรา แล้วมันก็แตกไปเป็นงานภาพถ่าย ที่เป็นงานเบื้องหลังของวิดีโอ และงานAI ที่พอพูดถึง social media มันปฏิเสธไม่ได้ว่า เอไอมันมา disrupt ชีวิตของคนเรา รู้สึกว่าช่วงนี้มี CHAT-GPT เป็นเพื่อน มีอะไรก็ถามเราเลยแคปช็อตหนึ่งในหนังของตัวเองให้แชทจีพีทีช่วย generate รูปภาพให้
เราเลยตั้งคำถามเรื่องตัวตนของเรา จุดประสงค์ของงานโดยรวมคือ “เราจะคลายความกังวลของคนในสังคมได้อย่างไร” เราเลยเสนอว่าเราต้องออกมาทำอะไรร่วมกัน หนังเรื่องนี้วิธีการทำงานมันแตกต่างจากงานก่อนของเรามาก เรารู้สึกศิโรราบกับความเป็นตัวเองไปเยอะมากเพื่อให้คนอื่นมามีส่วนร่วมกับงานของเราได้มากขึ้น ลดความเป็น authorship"

สำรวจและเจออะไรจากกระบวนการทำงาน
เก่งจัง: "เรารู้สึกว่า อัตลักษณ์ความเป็นชาติเดิมของตัวเองกลายเป็นสิ่งอื่น ตัวตนที่เรารู้จักมาก็เปลี่ยนไป ภาพยนตร์ที่ทำมาเราก็ติดกับประวัติศาสตร์ความเป็นภาพยนตร์ พอมาทำศิลปะเราเลยรู้สึกว่า หนังมันเป็นอย่างอื่นได้มากกว่านั้น
เลยเป็นเหตุผลที่ทำให้เลือกงานที่แสดงที่บ้านด้วย บ้านมันให้ความรู้สึกปลอดภัย แต่บางทีมันสามารถกลับกลายเป็นอื่นได้"
เก่งจัง: "เราเห็นความเป็นไปได้อื่น ๆ มากขึ้นเมื่อเราเติบโต เราไม่ได้อยู่แค่ชุมชนของตัวเองอีกต่อไป กลายเป็นว่าเราเชื่อมโยงกับคนไปทั่วทุกที่ อารมณ์ความรู้สึกวิตกกังวลของตัวเองและสังคม เราพยายามตั้งคำถามกับการทำงานศิลปะที่ต้องมีแนวทางการทำงานชัดเจน หรือการทำงานที่ต้อง informative ตลอด หรืออย่างงานศิลปะร่วมสมัยยุคหลังที่ใช้ทฤษฎีตะวันตกมาประกอบ
เราเลยพยายามกลับมาทำอะไรที่ใช้ ภาษา อารมณ์ ความรู้สึก ของตัวเอง และคนรอบข้าง เพราะมันสามารถสะท้อนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเราได้จริงในฐานะของมนุษย์คนหนึ่งที่ประสบเจอ ไม่อยากทำให้งานนี้มี theme ชัดเจน แต่ทำให้เป็น fragment เพราะเรารู้สึกว่าเราเติบโตมาในยุคที่ต้อง multi-tasking การรับรู้ของคนในปัจจุบันเลยมีความเป็นเศษเสี้ยวและเปราะบางมากขึ้น"
เอิน—มนธิการ์ คำออน
จำจรจาก (The Storm that Took Everything)

“เรามองว่าทุกงานของเทศกาลพิมายฬองวีค มันเหมือนทุกคนกำลังหาเวลาของตัวเอง เราจะสร้างเวลาของเราได้อย่างไร เวลาที่มีอยู่เพื่อเราจริง ๆ เรามองว่าแต่ละคนมีเวลาของตัวเอง อย่างเวลาของเราคือเวลาที่เราทวงคืนบางอย่าง อย่างการมองย้อนอดีตเพื่อถามหาอนาคต”
เล่าเรื่องงานศิลปะที่จัดแสดง
เอิน : "The Storm that Took Everything ตัววิดีโอพูดถึงระบบฟาสซิสต์ที่อยู่ในระบบข้าราชการไทย เรามองว่าระบบนี้มันสามารถเกาะได้ในทุกระบอบการเมือง พอลูกหลานของรัชกาลที่ 5 ที่ถูกส่งไปเรียนต่างประเทศนำฟาสซิสต์กลับมาใช้มันกลายเป็นอีกความคิดหนึ่ง มันแปลกที่มันไม่เหมือนฟาสซิสต์ที่นั่น แต่มันก็กลืนกับที่นี้ เรามองว่าครู ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ เป็นบอดี้ที่ชัดมากที่ฟาสซิสต์มันกลืนอยู่ ตัววิดีโอนี้เลยพูดถึง fascist body
ส่วนตัววิดีโอข้างบนเราออกแบบไว้โดยกลับไปที่คำถามเดิม เราคิดว่าอย่างน้อยเราอยากทดลองใช้การจัดวางแสงและเสียงที่นำพาจิตวิญญาณของคนที่มาดูศิลปะตรงนั้นไปหลุดลอยล่องออกไปจากอุดมการณ์ตรงนี้"

ทำไมถึงเลือกจัดในพื้นที่นี้
เอิน : "ปีนี้เราตั้งใจว่าเราจะทำงานกับ site specific ทีนี้เรามาเจอพื้นที่สำนักงานการประถมศึกษาพิมายเก่า พอเราเข้ามาในอาคาร เราเห็นส่วนที่ปรับปรุงใหม่และโครงสร้างอาคารเดิมเราเลยสนใจในอุดมการณ์ที่ซ่อนอยู่ในสถาปัตย์ที่เราเห็น เราลองร่างพื้นที่และเห็นว่าพื้นที่ตรงนี้มันเป็นสามเหลี่ยมจั่ว ต่างจากอาคารอื่นในพิมาย ซึ่งเราได้ค้นคว้าเพิ่มเติมแล้วพบว่าอาคารเหล่านี้มันคืออาคารรัฐไทยสมัยใหม่ ในช่วงที่รัฐไทยพยายามจะเป็นรัฐสมัยใหม่โดยใช้สามเหลี่ยมหน้าจั่วเป็นสัญลักษณ์ในการแทนความเป็นไทย ถ้ามองหน้าตึกจะเห็นหน้าจั่ว ซึ่งเรารู้สึกว่าเชื่อมโยงกับธีมมรสุมฝัน
อาคารนี้เป็นเหมือนฝันที่กอดอุดมการณ์ที่ผ่านมา เพราะพื้นที่ตึกนี้เก่ามากตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ช่วงนั้นรัชกาลที่ 5 กระจายให้ข้าราชบริพารมาคุมตามหัวเมืองต่าง ๆ เพราะเกิดกบฎ อย่างกบฎผีบุญ ให้ตามต่างจังหวัดมีการศึกษา แต่ไม่ใช่การศึกษาเพื่อความรู้ แต่ให้ครูเข้ามามีบทบาทในชุมชนเพื่อต่อต้านการแข็งข้องกับวัง การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นมาเรื่อย ๆ และสังกัดนี้ถูกย้ายเข้าสู่กระทรวงเป็นครั้งแรก และโรงเรียนที่ขึ้นตรงต่อวังก็กลายเป็นกระทรวง
พอมีการเปลี่ยนแปลงระบบราชการไทยครั้งใหญ่ ตัวอุดมการณ์จึงเปลี่ยนแปลงไปด้วย แต่คำถามคืออุดมกาณณ์ที่แฝงฝังอยู่มันเคยเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ หรือมันตกค้างเรื่อย ๆ จนสืบทอดมาถึงเรา"

เอิน: "เราคิดว่างานที่ทำในปีนี้คือการตั้งคำถามว่าเราจะสามารถออกจากฝันที่ไม่ใช่ของเราได้อย่างไร? ถ้าสมมติว่าฝันคือพื้นที่ เราจะสามารถบิด เปลี่ยน หรือ แทรกซึมในพื้นที่และอุดมการณ์นี้ได้อย่างไรผ่านศิลปะที่เราสร้าง"
ใหม่—พสธร วัชรพาณิชย์
มายาธาตุ (Elemas)

บอกเล่างานศิลปะที่จัดแสดง
ใหม่ : "มายาธาตุ ชื่อภาษาอังกฤษ elemust เกิดขึ้นจากความสนใจในช่วงเวลาต่าง ๆ ในชีวิตว่าสามารถเป็นภาพยนตร์ได้ไหม?
เราเลยสร้างงานสองชิ้นคือวิดีโอและ scuplture อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย เราสนใจในฐานะที่ว่าพิมายเคยชื่อ วิมายะ มาก่อน วิ ในภาษาไทย แปลว่า ไม่ ไปเติมกับคำว่า มายา ถ้าเป็นแนวคิดแบบตะวันตกจะมองว่ามายาคือ illusion แต่แนวคิดแบบไทยคือ ภาพปกติในชีวิตประจำวันที่กระทบกับผัสสะของคนทำให้เกิดเป็นการกระทำผ่านอารมณ์ความรู้สึก
ตัว object และ video เกิดขึ้นจากเราผนวกความสนใจใน sci-fi และเรื่องมายาเข้าด้วยกัน อย่างที่บอกว่ามายาคือช่วงเวลาในชีวิตประจำวัน เรื่องเล็กน้อยของเราบางทีมัน cinematic มาก เราเลยมาค้นหาสภาวะแบบนี้ในมายาในที่แห่งนี้"

ค้นพบอะไรจากการเริ่มทำงานนี้
ใหม่ : "จากการสนใจสิ่งนี้ เราเจอว่าเราสามารถทำ object ได้ เราทำ sculpture ออกมา ด้วยความสนใจธาตุพื้นฐาน ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่เป็นองค์ประกอบของประตูสี่ทิศของที่นี้ด้วย ตัว sculpture เรานำหินที่ถูกทิ้งปีที่แล้วมาหล่อขึ้นใหม่ เชื่อมโยงกับวิธีการหล่อโครงสร้างของปราสาท จากเดิมมันไม่ได้สมบูรณ์แบบ บางชิ้นไม่มีก็นำหินมาทุบ เหมือนการขึ้นเป็นมวลสาร บดรวมขึ้นหินทรายใหม่ เพียงแต่หินพวกนี้ไม่ได้อยู่ในปราสาทแต่ไปเก็บมาจากที่ใช้ในงานปีที่แล้ว ขึ้นหินและดินออกมาเป็น sculpture ซุ้มประตูที่เราจัดวางก็เป็นธาตุดิน
object ตรงนี้เวลามีคนเห็นมันเกิดการเล่าเรื่องบางอย่างซึ่งเหมือนภาพยนตร์ storytelling สร้างโมเมนท์ที่มันตรึงลึกเข้าไปในตัวเราได้หรือเปล่า การที่มอง object ตรงนี้จะนำพาคนดูเข้าไปได้ถึงจุดไหน"

ทำไมถึงเลือกสร้างเป็น object
“object จะเป็นภาพยนตร์ได้หรือเปล่า?”
ใหม่ : "นั่นคือจุดตั้งต้นที่เราคิดเลย แล้วตอนเรามองหินก้อนหนึ่งที่มีความทรงจำเราอยู่ในนั้น อธิบายก่อนว่าคนที่นี่ดั้งเดิมจะเก็บหินไว้ก่อนที่ปราสาทจะถูกบูรณะ เราเห็นหินที่ตกทอดรุ่นสู่รุ่น มันคือหินที่มีเรื่องเล่าอย่างก่อนสร้างบ้านจะหยิบหินจากปราสาทมาก้อนหนึ่งวางคู่กับเสาบ้าน พอมีเรื่องเล่า เวลาเรามองภาพหินแล้วมันกระทบข้างในแล้วกระทบความทรงจำของเราต่อคนเก่าแก่"
คอฟฟี่—ภัคพล วันเนา
เทวาซีน ๒: เทวดาอาละวาด

บอกเล่างานศิลปะที่จัดแสดง
คอฟฟี่ : "พูดถึงเรื่องความเป็น scene สนทนาเรื่อง anthropocene งานนี้คือการสร้าง event ใหม่ขึ้นมา โดยนำ narrative เดิมมาปรับใหม่เพื่อวิพากษ์บางอย่างและทำให้เป็นเรื่องเล่าของตัวเอง ถ้ามองในมุมจักรวาลวิทยาของพิมายจะผ่านมุมมองของพุทธหรือฮินดู แต่งานชิ้นนี้กำลังมาสร้างจักรวาลวิทยาใหม่ในรูปแบบของตัวเอง ชื่อว่า จักรวาลวิทยาเทวาcene เมื่อเทวาราชอยากประกาศให้กลียุคมาเร็วกว่ากำหนดเพราะเห็นความล่มจมของทุกสิ่ง โดยบัญชาการให้เทพทั้งสี่มาก่อปราฏการณ์เหนือธรรมชาติให้จักรวาลสิ้นเร็วกว่ากำหนด งานชิ้นนี้จึงอยากให้ทุกอย่างเริ่มใหม่ ลำดับล่มสลาย กระจัดกระจายคล้ายมรสุม มีลูกบอลยักษ์ที่เป็นเหมือนรูหนอนที่ข้ามผ่านจักรวาลเดิม ลูกบอลนั้นคือพาหนะที่นำพาสู่อีกจักรวาล"

ทำไมถึงสนใจจักรวาลวิทยาในพิมาย
คอฟฟี่ : "สนใจ narrative ในประวัติศาสตร์อันหลากหลาย ไม่ได้เชื่อในความจริงของเรื่องเล่าเลยทำให้อยากสร้างเรื่องเล่าของตัวเองได้ หากนำเรื่องเล่าเก่ามาใช้สร้างเรื่องเล่าใหม่จึงเป็นการต่อต้านในรูปแบบหนึ่ง ความกลัวต่ออำนาจทำให้สร้างสิ่งนี้แต่ถึงแม้ไม่ได้บอกเล่าออกมาโดยตรง แต่ความฝันที่อยากจะมีอนาคตที่ดีขึ้นยังคงชัดเจนอยู่ในสิ่งที่บอกเล่า"
คอฟฟี่ : "สระโบสถ์เป็นสระเดียวในพิมายที่มีเกาะอยู่ตรงกลาง แล้วมีการขุดพบประติมากรรมเต่า กระดองเต่าที่มีรูปสามเหลี่ยมตรงกลางและถูกล้อมรอบด้วยทรงสี่เหลี่ยม เจ็ดอัน หากเต่าตัวนี้ถูกใช้ในพิธีกรรมโบราณอาจเป็นความเชื่อของฮินดู ว่าเป็นเต่าของพระนารายณ์ในการโกนเกษียรสมุทร
แต่ถ้ามองตามจักรวาลพุทธของที่มีสามเหลี่ยมอยู่ตรงกลางอาจมองเป็นเขาพระสุเมรุที่ถูกล้อมรอบด้วยเขาสัตบริภัณฑ์และสีทันดรทั้งเจ็ด

คอฟฟี่ : "น่าสนใจที่นักวิชาการและนักโบราณคดีตีความเต่าได้สองความเชื่อและน่าสนใจที่พิมายไม่ได้ถูกมองด้วยจักรวาลวิทยาแบบเดียว เหมือนเป็นการรวมสองความเชื่อไว้ด้วยกันคือฮินดูและพุทธมหายาน การสถาปนาอำนาจของกษัตริย์มักจะนำความเชื่อทางศาสนารวมถึงผีมาใช้ด้วยเหมือนกันเพื่อสร้างความ เชื่อมั่นต่อสถาบัน เลยเกิดการสานต่อความเชื่อว่าคนที่เป็นเจ้าเหมือนเทวดา พอช่วงรัชกาลที่ 5 ความเป็นสมัยใหม่เริ่มเข้ามาทำให้ความเชื่อเดิมนี้หายไป แต่พอรัชกาลที่ 9 มีการสถาปนาอำนาจเดิมนี้ขึ้นมาเพื่อสร้างความเชื่อมั่น"
เพลินเหวิ่น (พงษ์ศักดิ์ วันศรี และ สุธิพงษ์ สุดสังข์)
ขวัญเอ๋ย ขวัญมา

บอกเล่างานศิลปะที่จัดแสดง
เพลินเหวิ่น : "ชื่องาน ขวัญเอ๋ย ขวัญมา เป็นการเรียกขวัญกลับบ้าน หากมองย้อนกลับไปในอดีต พื้นที่โคราชเป็นเมืองหน้าด่านศูนย์กลางของอีสาน คนจะเข้ามาทำมาค้าขายกันตรงนี้ ขายวัวขายควายกัน ตรงนี้ถึงเรียกว่าโคราช งาน ขวัญเอ๋ย ขวัญมา พาให้ทุกคนกลับบ้านหรือนึกถึงวัฒนธรรมของบ้านเกิด เพราะเรามองว่าเทคโนโลยีที่เข้ามามีผลกับเรามากในตอนนี้ทำให้วัฒนธรรมเก่าถูกหลงลืมหรือสูญหายไป พาคนที่อยู่ในชนบทออกไปข้างนอกเข้าไปในเมือง ไปทำงาน ไปใช้แรงงาน จนวัฒนธรรมเก่าที่บ้านอาจถูกหลงลืมหรือสูญหาย เราจึงต้องการให้มีกลิ่นอายของการกลับบ้าน ขวัญเหมือนบ้านที่อยู่ในตัวเรา เราออกจากบ้านไปเพื่อทำงานแต่สุดท้ายเราต้องกลับบ้าน บ้านภายในจิตใจของเราคือขวัญของเราเอง ไม่จำเป็นต้องบ้านลักษณะตัวอาคาร"

ทำงานกับธีมมรสุมฝันอย่างไร
เพลินเหวิ่น : “เรามองว่ามันทำงานกับธีมมรสุมฝันเพราะมันคือ เสียงในฝันของเรา หรือ เสียงในอนาคต เสียงที่ไม่ได้จัดอยู่ในหมวดหมู่ของภาษา เรามองว่าเสียงมีระบบของเสียงเอง ความเป็นมรสุมคือการเกิดขึ้นของเสียงด้วยตัวมันเอง
ตามที่เราจัดตั้งระบบให้เกิดเสียงตามเวลาที่คนเดินผ่าน โดยเราใช้เสียงปี่อ้อเป็นตัวกำเนิดเสียงมรสุมอันนี้ ปี่อ้อคือเครื่องดนตรีที่ใช้ในวัฒนธรรมร่วมของอีสานตอนล่างและเขมร ในอดีตใช้ในโอกาสสำคัญหรือพิธีกรรมแต่ปัจจุบันการเล่นปีอ้อเริ่มสูญหายไป ในแง่หนึ่งเรามองเห็นสภาวะที่ทำให้ต้องคิดว่าดนตรีนี้ควรไปต่อหรือหยุดนิ่ง เครื่องดนตรีที่ไม่ได้ถูกเล่นสามารถเป็นอะไรมากกว่าเดิมได้ไหม
ดนตรีในอดีตมีข้อจำกัดในการนำไปสร้างเป็นสิ่งใหม่ มากกว่าคนทำงานศิลปะ เรายังรู้สึกว่าดนตรียังมีกรอบหรือระบบภาษาของเสียงที่มันฉีกออกไปได้ยาก เราเลยอยากชวนทุกคนตระหนักว่าสภาวะนี้คือมรสุมหรือความหวังความฝันของเรา”

เพลินเหวิ่น ประกอบด้วยศิลปินทั้งสองคน คือ เขต และบิว ทั้งสองเป็นคนชาติพันธุ์เขมร เติบโตมาโดยพูดภาษาถิ่นที่อยู่ในแถบอีสานใต้ หรือเรียกว่า เขมรบน
พวกเขาบอกว่าคนที่พูดภาษาเขมรบนคือคนที่พูดภาษาเขมรที่ไม่ถูกพัฒนาต่อไปแล้ว ซึ่งต่างจากภาษากัมพูชาที่ถูกพัฒนาไป มันเคยพูดกันแบบนี้ และเป็นอยู่แค่อย่างนี้จนคงเลือนหายไปเรื่อย ๆ อย่างพวกเขาเองที่พูดภาษาพื้นถิ่นปะปนไปทั้งคำทับศัพท์ไทย หรือลาว และแม้กระทั้งเด็กที่เกิดใหม่ไม่ค่อยพูดภาษาพื้นถิ่นแล้ว ภาษานี้จึงอาจเริ่มเลือนหายไป เหมือนเสียงของปี่อ้อ
งานนี้จึงเป็นงานที่อยากชวนผู้คนให้หวนคิดถึงรากของวัฒนธรรมตนเองด้วย และมองวัฒนธรรมนี้ไปข้างไหนพร้อมกัน เเหมือนกลับไปหา ขวัญ ที่เป็นเหมือนบ้านของพวกเราเอง
แม็กซ—ณภัทร รุ้งระวีวรรณ
Dream Theater

บอกเล่างานศิลปะที่จัดแสดง
แม็กซ: "งานของเราด้วยตัวมันเองทำหน้าที่เป็น archive landscape ของบรรยากาศรอบข้างหรือโลกที่เราอยู่อยู่แล้ว การจัดวางงานการมองเฟรมหรือความเป็นภาพถ่ายคือการเลือกว่าจะให้ผู้ชมเห็นอะไรอยู่แล้ว มันคือ sense documentary แน่นอนว่า documentary มันใช่สิ่งที่จริงอยู่แล้ว การวางเฟรมสามารถสร้าง effect ได้หลายแบบทั้ง mental and physical เราใช้กระบวนการวางเฟรม ให้บุคคลมาอยู่ต่อหน้ากล้อง มันทำให้เกิด tension บางอย่างและดึงอะไรภายในหรือภูมิทัศน์ของแต่ละคนออกมาได้"
แม็กซ: "งานเป็นรูปแบบของ new topographics ซึ่งอยู่ในแขนงหนึ่งของภาพถ่ายที่ใช้ในการสำรวจ landscape ที่ถูกมนุษย์เข้าไปรุกล้ำหรือทำให้เกิดผลกระทบบางอย่าง รูปแบบของรูปภาพที่เกิดขึ้นในยุคนั้นจะเป็นอาคารคอนกรีตที่มีกายภาพเป็นทรงตรงหรือภูมิทัศน์ธรรมชาติที่หลงเหลือร่องรอยความเป็นมนุษย์อยู่ มันเหมือนการเก็บ archive ของวัตถุ แต่งานของเราศึกษา landscape ภายในของมนุษย์ที่ได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ซึ่งอาจเกิดจากมนุษย์กันเองด้วย กระบวนการที่เราใช้เป็นหลักในการถ่ายรูปในสตูดิโอคือเราตั้งกล้อง ตั้งขาตั้งกล้อง วางเฟรมแล้วเราจะให้แบบไปยืนทำอะไรบางอย่างหรือไม่ได้ให้ทำอะไร เราจะไม่บอกเขาว่าจะถ่ายเมื่อไหร่ เป็นการทดลองของเราที่เรามองว่ามันสร้าง tension ได้และสามารถดึง landscape ภายในออกมาได้"

ทำไมถึงเลือกทำงานในพื้นที่นี้
แม็กซ: "พื้นที่วัดเดิมเป็นพื้นที่ที่เราใช้ตั้งแต่ปีที่แล้ว พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่รกร้าง ถูกทิ้ง มันไม่ได้ใช้งานมาเกือบยี่สิบสามสิบปี ตอนแรกกระบวนการที่เราเจอพื้นที่นี้มันคือการบุกรุกเข้าไป และงานเราพูดถึงความเป็น alien ด้วย ทั้ง alien ในตัวพื้นที่เองและ alien ของตัวชิ้นงานที่อยู่ในนั้น และพูดถึงการจ้องมอง งานเรากลายเป็น alien ในพื้นที่นั้น แต่สุดท้ายแล้วพอเวลาผ่านไปหลังจบเทศกาล งานเรากลืนไปกับพื้นที่และเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่
อีกอย่างมีหลายคนบอกว่ารูปที่เราถ่ายมนุษย์ออกมามีความเป็น object มาก ๆ ซึ่งจริง ๆ มันเป็นสิ่งที่เรากำลังสำรวจอยู่เหมือนกัน เรามองว่าพื้นที่สุดท้ายที่คนเราจะไปอยู่ตอนตายก็อาจจะเป็นวัด ถ้าเป็นคนพุทธนะ กระดูกของเราก็กลายเป็น object ในพื้นที่นั้น สมมติเราจะเห็นช่องเก็บอัฐิที่เรียงรายอยู่มันสามารถเชื่อมโยงกับตัวงานเราได้ และอีกอย่างพื้นที่ก่อนขึ้นชั้นจัดแสดงจะมีเทียนหล่อที่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์ถูกแปลงเป็น object หรือพระที่ทำจากขี้ผึ้งที่เหมือนคนมากแต่สุดท้ายกลายเป็น object
อีกย่างที่เราเลือกพื้นที่วัดเดิมเพราะเราอยากลองมีปฏิสัมพันธ์กับพื้นที่นี้ต่อไปทั้งในฐานะ object และในฐานะมนุษย์ หาความเป็นไปได้ที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่นี้ เราอยากร่วมมือกับพื้นที่นี้มากขึ้น
คนในพื้นที่อย่างพระไม่ค่อยเข้ามาเกี่ยวข้องเพราะอย่างที่บอกว่ามันเป็นพื้นที่ที่ถูกทิ้งร้าง แต่ว่าเราได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับเณรรูปหนึ่งที่เข้าขึ้นมาดูเหมือนกัน เขาก็สงสัยและสนใจที่เราทำ ส่วนหลัง ๆ มาเราได้พูดคุยกับพี่ช่างหล่อเทียนที่เขาอยู่บริเวณโบสถ์ แต่ที่น่าสนใจสำหรับเราคือพื้นที่ด้านบนตรงนั้นเคยเป็นที่พักของเณรแต่ไม่ได้ถูกใช้งานแล้วพอเรามาจัดแสดงงานมันทำให้เกิดการไหลเวียนของคนในพื้นที่ตรงนั้นอีกครั้ง"

เรียนรู้ร่วมกัน
นอกจากทำศิลปะกันแล้วระหว่างทางตั้งแต่ต้น เอินและพจน์ยังร่วมกันพัฒนาจัดโปรแกรม Artist Development ขึ้น เริ่มจากไอเดียที่ เอิน ได้จากการไปศึกษาต่อที่ Berlin University of the Arts - UdK Berlin และได้เข้าร่วมทำ concept development ซึ่งหนึ่งในนั้นมีการทำ project colloquium หรือ open studio ในพื้นที่ต่าง ๆ หรือวงพูดคุยที่ให้แต่ละคนมาแชร์รีเสิร์ชและเรื่องราวที่ตนสนใจจะพัฒนาเป็นงานขึ้นมา
ทั้งคู่เห็นว่าสิ่งนี้สามารถช่วยพัฒนาตัวศิลปินไปพร้อมกับการจัดนิทรรศการให้ดีขึ้นได้ นอกจากนี้ด้วยบทเรียนจากการจัดงานครั้งที่แล้วหลังจากที่ศิลปินนำเสนอไอเดียกับกลุ่มครั้งแรกแล้วทิ้งระยะเวลาห่างกันไปนั้นไอเดียของศิลปินก็เปลี่ยนกันไปหมด ครั้งนี้ทั้งสองจึงจัดโปรแกรมนี้ให้ทุกคนมาอัพเดทกันทุกเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคมยาวไปจนถึงเดือนสิงหาคมช่วงนิทรรศการ

โดยในเดือนแรกเริ่มจากการคุยถึงภาพรวม วิสัยทัศน์ และแผนงานที่วางไว้ ส่วนในเดือนที่สองจะมี Research & Pool sharing หรือ การโยงความสนใจของทุกคนเข้าหากันด้วยการแชร์คำที่แต่ละคนใช้พัฒนาผลงาน แล้วให้ทุกคนไปรีเสิร์ชต่อ หลังจากนั้นเดือนต่อไปก็เข้าสู่กระบวนการ concept development ที่จะมีการเปิดวงพูดคุยและวิจารณ์เพื่อการพัฒนาผลงานกัน และมีการเปิด open Studio ที่จะให้ศิลปินได้ลองมีพื้นที่แสดงงานเป็นของตัวเองและเป็นวิธีการที่ดีที่ศิลปินจะได้กางรีเสริชของตัวเองในหัวออกมาบนพื้นที่ที่แต่ละคนสนใจ ซึ่งก็ถูกจัดตามสถานที่ต่างๆที่ตัวเองสะดวก ทั้งใน กรุงเทพฯ พิมาย เชียงใหม่ และเบอลิน และสุดท้ายก่อนที่ทุกคนจะไปทำงานจริงจะมี Midpoint Review หรือจุดที่จะไปชวนอาจารย์ หรือคิวเรเตอร์ให้มาช่วยวิจารย์ผลงานอีกครั้ง
“จริงๆ มันเป็นอะไรที่แบบทดลองมาก เพราะเราก็ไม่รู้ว่ามันจะเวิร์คไหม แต่เรามองว่าอย่างน้อยทุกคนได้เรียนรู้อย่าง Active แน่ๆ” เอินพูด

ระหว่างทางของช่วงโปรแกรม artist development แลกเปลี่ยนอะไรกันบ้าง
แม็กซ : "เราแลกเปลี่ยนกันเยอะมากและร่วมโปรแกรมด้วยกัน ตั้งต้นตอนแรกจะมี pool กองกลางรวมคำศัพท์ที่เราจะเอาไปค้นคว้าและพัฒนาเพิ่มเติม เป็น pool ที่พวกเราศิลปินช่วยกันคิดกลั่นกรองกับคิวเรเตอร์ รอบนี้จะมีธีมและความเป็นเทศกาลมากขึ้น จะมีโครงใส ๆที่ครอบเราไว้ให้ไปในทิศทางเดียวกัน เหมือนได้ฝึกทำงานที่มืออาชีพมากขึ้น มี curatiorial practice ที่แน่นมากขึ้น"
ใหม่ : "เราไม่เคยอยู่ในกระบวนการทำงานที่ต้องมาทำงานร่วมกันหลายคน ครั้งนี้เหมือนได้มีเพื่อนร่วมทาง ถ้าไม่ได้พูดคุยกับเพื่อนอาจจะไม่ได้ทำออกมาเป็น object ก็ได้
แล้วเราคิดเป็น ภาพ (moving image) ในตอนแรก จะจัดวางตรงกลางโถงแล้วมีจอรอบโถง อย่างแรกคือการจัดวางมันไม่ได้ถ้าเป็นรูปภาพ เพราะมัน sensitive แล้วทีนี้ก็มีคิวเรเตอร์บอกว่าปีนี้ไม่มีคนทำ object เลยมีแต่คนทำ visual"
“เราเลยคิดว่าแล้ว object จะเป็นภาพยนตร์ได้หรือเปล่า?”

คอฟฟี่ : "ถ้าเราไม่ได้เจอกัน idea ตรงนี้คงไม่เกิด พอเรามีโอกาสเห็นว่ามีคนที่อยู่ในความเจ็บช้ำในวงการศิลปะเหมือนกัน มันเลยเกิดคำถามว่าพอเราจบมาแล้วมันมีพื้นที่ไหนที่เปิดให้เราเป็นศิลปินได้ไหม มันเป็นความเจ็บปวดที่ทุกคนต้องเจอเวลาไม่ถูกเลือก ถ้าเราไม่ถูกเลือก เราจะสามารถทำสิ่งที่อยากทำได้ไหม พอเราหาที่ทางที่จะเหมาะกับเรามันกลับไม่มี ทางออกของเราจึงเป็นการสร้างที่ทางขึ้นมาเอง
อุดมการณ์ที่ยึดไว้ในใจคืออยากให้อย่างน้อยมีงานผลิตหนึ่งชิ้นทุกปีเรื่อย ๆ
เรารู้สึกว่าพื้นที่ตอนเรียนอยู่มันเปิดให้เราพร้อมที่จะคุยเรื่องศิลปะ พอเราเรียนจบมาระดับหนึ่ง มันยากที่จะเจอคนที่คุยภาษาเดียวกัน
พอเรามาใช้เวลาในเทศกาลนี้ด้วยกันมันเหมือนเป็นแรงขับที่กำลังไปต่อ โดยที่แต่ละคนแต่ละกลุ่มคนมีการขับเคลื่อนของตัวเองอยู่แล้วและมาสร้างความหมายในพื้นที่ตรงนี้ร่วมกัน พวกเราหวังกันลึก ๆ ว่าเราจะมีพื้นที่ที่ฟังเสียงของพวกเรา ถ้าไม่มีก็คงต้องฟังกันเอง และมันไม่เคยง่ายเวลาเราทำสิ่งที่เรารักเพราะการทำสิ่งเรารักบางครั้งมันเจ็บปวด แต่การที่พวกเรามาอยู่ร่วมกันทำให้พวกเราสามารถช่วยกันได้หาที่ทางทำสิ่งที่เรารักต่อไปได้ร่วมกัน"
เก่งจัง: "อย่างที่บอกว่าทุกอย่างมันไปไกลมาก เราเลยกลับมาหาสิ่งที่ธรรมดา ความรู้สึก อารมณ์ ประสบการณ์ ชีวิตประจำวัน รีเสิชแรกของเราศึกษาเกี่ยวกับภาพยนตร์ที่ไม่ใช่ภาพยนตร์ในโรงหนังหรือในแกลเลอรี เราเลยสนใจเรื่องหนังกลางแปลง เพราะรู้สึกว่าพื้นที่ของหนังกลางแปลงแตกต่างออกไป มันเชื่อมโยงกับวิถีชุมชน ชาวบ้าน มีความเป็นมหรสพ และเป็นพิธีกรรม แต่ก่อนเวลามีงานบุญแก้บนจะจ้างหนังมาฉาย เราเลยสนใจพิธีกรรมตรงนั้น
เราเลยนำประสบการณ์นี้มาทำเป็นโปรเจค midnight screening : เทศกาลพิมายฬองดูววว ที่พูดถึงสภาวะของพื้นที่การจัดฉายและหนังกลางแปลง
แล้วพอพูดถึงหนังกลางแปลงก็ยิ่งทำให้ตั้งคำถามว่าพื้นที่ของวิดีโอจะไปอยู่ตรงไหนได้อีก เราเลยลองเอาวิดีโอมาฉายที่บ้าน ซึ่งมันก็แตกต่างจากแกลเลอรีห้องสีขาว เพราะพื้นที่ตรงนั้นควบคุมจัดแจงแสงได้ ส่วนบ้านเป็นพื้นที่ในชีวิตประจำวันของเรา เราอยากนำความรู้สึกร่วมกันของคนดูหนังกลางแปลงและคนดูหนังที่บ้านมามองดูอีกครั้งในงาน"
พิมายฬองวีคไม่ได้มีแค่งานศิลปะ ของศิลปินทั้ง 6 แต่ยังมีโปรแกรมสาธารณะที่น่าสนใจหลากหลายอย่าง มีทั้งการแสดงดนตรีสด เวิร์กช็อปวิ่งต่อต้านเบิร์นเอ้า ตลาดนัดศิลปะ การชิมอาหารพิมายที่กำลังถูกหลงลืม การฉายหนังกลางแปลง และวงเสวนาเกี่ยวกับอนาคตของภาพยนตร์หลังเขตร้อน ความตั้งใจของกิจกรรมทั้งหมดคงประกอบขึ้นมาจากวิธีการคิดและพัฒนาผลงานศิลปะของตัวศิลปินเอง รวมถึงการพยายามสร้างความสัมพันธ์กับพื้นที่ชุมชนในแนวทางที่ศิลปะจะนำพาไปถึง
การฉายหนังกลางแปลงคือหนึ่งในความตั้งใจที่พวกเขาได้ทดลองก่อร่างภาพฝันยามค่ำคืนออกมา ฝันของพิมายฬองดูวววฉายขึ้นสู่สายตาผู้คนบนผ้าสีขาวผืนใหญ่

พิมายฬองดูววว : ฉายหนังซอดแจ้งกับการหวนคืนของมหรสพกลางแปลง
พูดคุยกับฝั่งทีมงานพิมายฬองดูววว การรวมตัวกันที่ไม่เฉพาะกิจเพียงเทศกาลนี้เท่านั้น แต่ยังสานต่อสิ่งที่เคยมีมาและยังดำเนินอยู่ให้คงอยู่ต่อไปได้ พิมายฬองดูวววนำร่องรอยของภาพยนตร์ในอดีตฉายแสงภาพวันเก่าออกสู่สายตาผู้คน ณ ปัจจุบันให้ย้อนลองดูอีกครั้ง ด้วยความตั้งใจของทีมที่อยากฉายภาพยนตร์กลางแปลงเหมือนตอนที่ตัวเองเคยดูในบ้านเกิดตอนเด็ก และยังเชื่อว่า 'ภาพยนตร์' ไม่จำเป็นต้องอยู่เพียงแค่ในโรงภาพยนตร์กล่องมืด หรือในแกลลอรี่
ภาพยนตร์ที่คัดสรรมาผ่านการคัดเลือกอย่างรอบคอบและลึกซึ้งโดยทีมภัณฑารักษ์ภาพยนตร์ของพิมายฬองดูววว ได้แก่ วรัต—วรัตต์ บุรีภักดี, ซีรอส—วีรภัทร สากลวารี และมีบุญ—ปารมี ขำเพ็ง ภาพยนตร์จัดฉายในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ของช่วงเทศกาลพิมายฬองวีค แต่ละสัปดาห์จะมีแนวคิดการจัดฉายและประเด็นที่อยากถ่ายทอดโดดเด่นต่างกันไป ภาพยนตร์ที่คัดเลือกมาสะท้อนปัญหาที่คนทำภาพยนตร์ต้องเจอไม่ว่าจะเป็นเสรีภาพในการฉายหนัง การทำให้อยู่รอดของพื้นที่นอกกระแส และการให้อิสรภาพต่อคนดูในทุกพื้นที่อย่างเท่าเทียมไม่ว่าจะกลางวงหรือชายขอบ
ทีมคิวเรตเตอร์เล่าให้ฟังถึงสิ่งที่อยากนำเสนอผ่านแนวคิดและกระบวนการคัดเลือกภาพยนตร์ ใน เทศกาลพิมายฬองดูววว ว่า หากให้ขยายวงแคบลงจากธีมหลักอย่าง theme Midnight Screening มองสู่ส่วนย่อยของการจัดฉายที่สำคัญไม่ต่างกันเพราะส่วนต่าง ๆ นี้ประกอบกันขึ้นเป็นมวลสารฝันและหวังอันยิ่งใหญ่ที่ทีมคิวเรตเตอร์ต้องการสื่อสารออกไปให้เห็นภาพรวมของประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับวงการภาพยนตร์ไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนทำหนังอิสระที่ต้องการอิสระและเสรีภาพในการแสดงออกมากขึ้น
วันที่ 1 สิงหาคม การเปิดพื้นที่โดยนำหนังของคนโคราชมาฉาย
วันที่ 2 สิงหาคม เสรีภาพในการฉายหนังหรือปัญหาการโดนสั่งห้ามจัดฉาย และแนวทางการฉายข้ามคืนสะท้อนให้เห็นประเด็นดังกล่าว ด้วยสภาวะที่อยู่ระหว่างเวลาของการมีอยู่และการไม่มีอยู่ของอำนาจบางอย่าง ทำให้มองเห็นเวลาของเราเองมากขึ้น
วันที่ 8-9 สิงหาคมพูดถึงเรื่องชุมชนไม่ใช่แค่ภายในประเทศแต่ครอบคลุมพื้นที่ชุมชนของหลายประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ธีมนี้แสดงให้เห็นความสำคัญของการเข้าถึงชุดความคิดความเข้าใจที่หลากหลายผ่านหนังจากหลากหลายพื้นที่
วันที่ 14 สิงหาคม ธีมของวันนี้คือหนังนอกกระแส หรือ other cinema โดยฉายหนังกลางแปลงสองจอพร้อมกัน จากการร้อยเรียงหรือปูประเด็นมาเรื่อย ๆ จนถึงวันสุดท้ายของการฉายหนัง ทีมคิวเรตเตอร์จึงอยากพูดถึงสภาวะการฉาย ตั้งคำถามและขบถต่อวิธีการฉายหนังทั่วไปโดยสร้างประสบการณ์การชมภาพยนตร์กลางแจ้งที่ต่างออกไปจากการชมปกติในโรงภาพยนตร์ อีกทั้งทดลองระหว่างความสัมพันธ์ของคนดูและพื้นที่จัดฉาย
ตอนนี้ทำอะไรอยู่บ้างและสนใจในอะไรอยู่
วรัต : "ตอนทำจับฉาย – โปรแกรมประจำฉายหนังที่วรัตสร้างขึ้นในมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ครั้งแรกก็เพราะอยากเอาหนังใหม่ตัวเองลงฉาย ซึ่งอยากฉายในเดือนตุลา บวกกับช่วงนั้นหาที่ฉายไม่ได้ เราจึงตัดสินใจทำขึ้นมาเอง เราอยากเอาหนังของเพื่อน ๆ ซีรอส นินโย่ ปิ๊ง ตะวันที่ยังไม่ได้ที่ฉายที่ไหนมาฉายเหมือนกัน อารมณ์แบบฉายหนังเพื่อน ๆ ดูกันเอง
พอเกิดการจัดฉายรอบต่อไปเรื่อย ๆ จึงเป็นการเอาหนังที่เคยดูในงานต่าง ๆ แล้วชอบ หรืออยากลองจับมันมาฉายด้วยกัน ทดลองทำโปรแกรมดู ก็มีฉายที่โรงหนังบ้าง ร้านเหล้าที่ชื่อตึงแนวบ้าง เป็นช่วงของการทดลอง ลองสนุกไปเรื่อย คนน้อยบ้าง เยอะบ้าง คละกันไป
หลังจากพักไปช่วงหนึ่งเริ่มจับจุดโปรแกรมตัวเองได้มากขึ้นหรือเริ่มลองคุยเอาหนังจากหลากหลายที่มาลงเช่น Doc Club สถาบันเกอเธ่ คนทำหนังประเทศเพื่อนบ้าน พอเริ่มลองมากขึ้น เราเลยกล้าจัดโปรแกรมใหญ่มากขึ้น เพราะมีประสบการณ์ในการคุยกับหลากหลายคน รู้สึกชอบการฉายในพื้นที่เปิดแบบร้านเหล้ามากกว่าโรงปกติ เพราะมันให้อิสระกับคนดูมากกว่าในการจะทำอะไรและบรรยากาศการดูมันดีกว่า"
ซีรอส : "เราเรียนอยู่ฟิล์มจุฬา ปกติเป็นคนทำหนัง แต่พอเข้ามหาลัยก็ได้เจอสังคมเพื่อน ๆ ที่ทำชมรมฉายหนัง ก็สนใจ แล้วก็ได้รับช่วงต่อจากเพื่อนมาทำชมรมตอนปี 2 ก็จะมีฉายหนังทุกสัปดาห์ ต่อมาก็ได้ทำมุ่งมั่น ที่เป็นคอลเลคทีฟของ film club หลาย ๆ มหาลัยมาจัดงานรวมตัวกินดื่มพร้อมฉายหนังอะไรพวกนี้ แล้วก็มีงานดีไซน์วีคที่ได้ทำโมเดลโปรแกรมหนังสั้น ให้เพื่อนๆจากชมรมหนังแต่ละมหาลัยเลือกหนังมาคนละ 1 เรื่อง แล้วรวมกันเป็นโปรแกรมเดียว
จริง ๆ เราไม่ได้อยากนิยามตัวเองเป็นคนฉายหนัง เพราะธรรมชาติเป็นคนทำหนังมากกว่า แต่ด้วยความที่เราชอบบรรยากาศของการฉายหนัง ถ้ามีโอกาสได้ทำก็จะทำ พองานพิมายเข้ามาชวนก็เลยสนใจมาทำ จริง ๆ ที่ทำงานนี้ก็จะมาช่วยแบ่งเบาภาระวรัตมากกว่า เหมือนเป็นผู้ช่วยคิวเรเตอร์ มากกว่าเป็นคิวเรเตอร์"
มีบุญ : "เราเป็นคนโคราชที่เข้ากรุงเทพไปเรียนตั้งแต่ม.ปลาย ดังนั้นชีวิตและสังคมที่มีตอนเริ่มโตขึ้นมาเลยอยู่ในกรุงเทพ ซึ่งพอช่วงหลัง ๆ scene ภาพยนตร์ scene ศิลปะ หรือพวกพื้นที่นอกกระแสในโคราชมันเริ่มเติบโต เราก็รู้สึกสนใจเหมือนกัน แต่ไม่ได้มีโอกาสให้ไปเกี่ยวข้องด้วยขนาดนั้น พอมีพิมายฬองวีคเลยเหมือนเป็นจังหวะเหมาะให้เราได้เข้ามาทำสิ่งที่สนใจอย่างเป็นทางการในโคราชสักที
การอยู่กรุงเทพนานไม่ได้ทำให้เรารู้สึกถอยห่างไปจากความเป็นคนโคราชก็จริง แต่โลกในโคราชของเรามีแต่ที่บ้านมาตลอด อาจจะมีโรงเรียนด้วย แต่พอเรียนจบแล้วเพื่อนก็แยกย้ายไปคนละที่เหมือนกัน ชีวิตในโคราชของเราเลยนิยามผ่านการอยู่ในครอบครัวเป็นหลัก การมาพิมายเลยเป็นการได้ก้าวออกจากบ้านมาเชื่อมโยงกับคน กับชุมชน ได้เริ่มมีชีวิตด้านอื่น ๆ ของตัวเองในโคราชถือเป็นโอกาสที่มีความหมายกับเรามาก"

จุดเริ่มต้นการมาทำงานในพิมายฬองดูววว
วรัต : "จุดเริ่มต้นก็คือรู้จัก ใหม่ พสธร จากการที่มีหนังสั้นได้ฉายในโปรแกรมเดียวกัน Wildtype 2022 : Angry Young Citizen เป็นโปรแกรมเดียวกับที่ทำให้รู้จักกับซีรอสมากขึ้น เรากับพี่ใหม่ก็เจอกันบ้างในงานเทศกาลของหอภาพยนตร์ และเราเคยได้เป็นสตาฟในงานฉายหนังมันดาลาฉบับสั้น และก็รู้จักทีมงานพิมายอีกคนที่ชื่อลีโอ เพราะเรียนที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพเหมือนกัน
ตอนปีที่แล้วที่มีพิมายฬองวีคครั้งแรก ลีโอกับพี่ใหม่ก็ชวนมาทำโปรแกรมฉายหนังพิมายฬองดู เนื่องจากตอนนั้นเราทำจับฉายที่มหาวิยาลัยกรุงเทพแล้ว คงเริ่มเป็นที่รู้จักจากการทำจับฉาย ต่อมาก็ได้ติดต่อกันกับพี่ใหม่ ลีโอ อยู่เรื่อย ๆ
จนมีรอบนึงที่เราชวนพี่ใหม่เอาหนังมาฉายที่มหาวิทยาลัยและทำเวิร์กช็อป เป็นจุดเริ่มต้นที่ได้คุยถึงการมาทำพิมายฬองดูวววปีนี้อย่างจริงจัง ซึ่งขนาดงานโหดขึ้นมาก
งานครั้งนี้เราทำงานร่วมกับเก่งจังด้วย ตอนเก่งจังบอกอยากทำกลางแปลง เราชอบแนวคิดและอยากลุยด้วยกัน โดยกลางแปลงจัดฉายทั้งประตูชัยและโรงเรียน โดยที่เราเลือกโรงเรียนมาด้วยเพราะก็อยากลองดูว่าพอฉายในสถานที่แบบนี้แล้วเด็กนักเรียนหรือคนมาดูจะแตกต่างกับที่ประตูชัยยังไงบ้าง ซึ่งก็มีผลกับการจัดโปรแกรม ถ้าไม่ใช่โรงเรียนก็คงไม่ใช่โปรแกรมนี้"
ซีรอส : "รู้สึกสนใจพอได้เห็นว่าเป็นงานที่จัดกันเองโดยกลุ่มศิลปินที่เรียกได้ว่าเป็นคนรุ่นใหม่ แล้วก็เลือกมาจัดงานในพื้นที่อื่นที่ไม่ใช่กรุงเทพฯ เพราะเอาเข้าจริงงานที่จัดโดยคนรุ่นใหม่มันก็ไม่ได้มีน้อย แต่งานที่เลือกจัดในพื้นที่นอกกรุงเทพ กล้าจัดในพื้นที่ชุมชนของตัวเอง ใน scale ขนาดนี้มันไม่ได้มีเยอะขนาดนั้น แล้วสื่อหลักของงานมันก็ตรงกับสิ่งที่เราสนใจ ก็คือ time-based art งานภาพเคลื่อนไหวอะไรพวกนี้ ก็เลยสนใจมาทำ"
มีบุญ : "ในแง่นึงเราค่อนข้างมองว่ามาทำงานนี้ในฐานะ "เพื่อน" เราโชคดีที่ได้รับความไว้วางใจให้มาช่วย อาจจะไม่ได้เริ่มปลุกปั้นมาด้วยกันแต่แรก แต่ก็ดีใจที่ได้ประคองไปอีกแรงตอนมันเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง เรามาช่วยเพื่อนเรา ได้มาใช้เวลากับคนที่หลังเรียนจบก็ได้แต่สวนกันไปมา แล้วเราก็ได้รู้จักเพื่อนใหม่ ๆ ด้วย แล้วนอกจากที่การมาช่วยเพื่อนจะเปิดโอกาสให้เรากลับมาทำงานด้านศิลปวัฒนธรรม อีกเรื่องที่สำคัญกับเรามาก ๆ คือเรารู้สึกว่ากำลังเริ่มสร้าง journey ในโคราชที่เป็นของตัวเอง"
ทำไมต้องเป็นรูปแบบการฉายหนังกลางแปลงข้ามคืนซอดแจ้ง
เก่งจัง : "การฉายหนังข้ามคืนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่มีอยู่แล้วแต่ในเมืองอาจจะไม่ชินกับการฉายเวลานี้ หนังกลางแปลงผูกติดกับงานวัดงานบุญ เทศกาล หรือการแก้บน การฉายหนังถึงเช้านัยหนึ่งคือการแก้บนหรือฉายให้ผีดู และมันต่อยอดมาจากธีมมรสุมฝันของงานด้วย พอหนังฉายถึงรุ่งสางทำให้เราคิดถึงเวลาในการดูหนังอีกแบบหนึ่ง
ตอนแรกเรานึกอยากฉายเอาสนุกด้วยไม่ได้หวังให้ใครมาดู แต่ว่าพอฉายจริงแล้วมีคนเข้ามาดูและอยู่จนเช้า ฉายจนพระเดินมาบิณฑบาตแล้วมันสวยงามมาก เวลาเราอยู่ในเวลาของทุนนิยม เราแทบจะไม่มีเวลาของตัวเองที่ได้อยู่กับกลุ่มคน เพื่อน หรือชุมชนแบบนี้ แต่ครั้งนี้เราได้มาใช้เวลาร่วมกันและรับรู้เวลาตรงนี้ร่วมกัน"
การเป็นทั้งคนจัดฉายและคนดูทำให้ได้ประสบการณ์อย่างไร
เก่งจัง : "เวลาทีมคิวเรเตอร์พิมายฬองดูเลือกหนังมาฉาย เราเลือกเพราะเราอยากดูหนังเรื่องนั้น หนังหลายเรื่องมาฉายครั้งแรกที่โคราช อย่าง พ่อผมเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นหนังที่ตั้งใจฉายแค่ในไมโครซีนีม่า แล้วมีวันหนึ่งที่มีโปรแกรมพูดถึงไมโครซีนีม่า มันจึงเกิดความสดใหม่ในการดูหนังร่วมกัน และมีหนังของคนโคราชกลับมาฉายที่บ้านคือหนังของ พี่กอล์ฟ ธัญญ์วาริน เพื่อนพี่น้องหรือคนที่ร่วมทำหนังด้วยกันได้กลับมาเจอกัน เกิดบรรยากาศที่อิ่มเอมใจมาก หรือหนังที่ถูกสั่งห้ามฉายหลายสิบปีอย่าง เช็กเสปียร์ต้องตาย และหนึ่งในนักแสดงของเรื่องคือพี่พิศาลเป็นคนพิมาย
เราอยากเติมเต็มความฝันให้กับคนทำหนังเพราะหนังเรื่องนี้ไม่เคยได้นำมาฉายที่ต่างจังหวัด เพราะฉะนั้นหนังที่นำมาฉายเราต้องการใช้เพื่อพูดถึงประเด็นต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับภาพยนตร์และแวดวงคนทำหนังด้วย ในมุมคนจัดฉาย เราอยากสร้างพื้นที่ที่ทำให้เกิดความฝันและความหวัง ทั้งการมอบเสรีภาพในการทำหนังและจุดประกายในการทำหนัง และเราพยายามเลือกคนทำหนัง emerging หนังนักศึกษาหนังสั้นที่เดินทางมาหาคนดูค่อนข้างใช้เวลา เราเลยอยากให้พื้นที่ตรงนี้สร้างกำลังใจให้เขามีแรงสร้างสรรค์ผลงานต่อไป"

"การรวมกันของเรานั้น มันทำให้เกิดต้นทุนมากขึ้น ไม่ได้หมายความในแง่ของทุนเพียงอย่างเดียวแต่มันคือต้นทุนของตัวตนแต่ละคนที่มาร่วมกันก่อให้เกิดเป็นคอลเลคทีฟได้ เป็นแหล่งความรู้ที่อยู่ในตัวของแต่ละคน เป็นประสบการณ์ และความถนัดที่จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนและแบ่งกันใช้ทรัพยาการระหว่างกันได้” เอิน พูดเพิ่ม
พวกเขาเปรยส่งท้ายว่าคงทำสิ่งนี้ได้แค่ในช่วงชีวิต 20 กลางๆ นี้จริงๆ มันคือช่วงที่ยังเป็นวัยรุ่น ที่ทุกคนมารวมกันด้วยความเชื่อในอะไรบางอย่าง แต่พวกเขาก็มองว่าถ้าพวกเขาไม่เริ่มทำในช่วงชีวิตนี้ สิ่งที่พวกเขาคาดหวังก็คงไม่เกิดขึ้นจริง
ภาพนิทรรศการ โดย Natthaya Thaidecha
วิดิโอเทศกาล โดย Chanapong Sriweerapon
บันทึกและสัมภาษณ์ โดย Jessada Chan-yaem, Nunnapas Kathongthung